เล่าสุขกันฟัง

สุขสยาม ในดินแดนภาคใต้

ศิลปิน : ศุภชัย แกล้วทนงค์ และกลุ่มทำกรงนก จังหวัดนครศรีธรรมราช
ขนาด : 4.8 x 7.2 เมตร
วัสดุ : ไม้พื้นถิ่น
เทคนิค : เทคนิคการทำซี่กรงนก
หากใครเคยไปเยือนดินแดนภาคใต้มาแล้ว สิ่งหนึ่งที่น่าจะพบเห็นเป็นเรื่องปกติ คือกรงนกรูปแบบต่างๆ ที่แขวนอยู่ตามชายคาบ้านเกือบทุกหลังคาเรือน เนื่องจากมีการเลี้ยงนก เช่น นกกรงหัวจุก นกเขาเล็ก นกเขาใหญ่ ที่ส่งเสียงขัน สร้างความเพลิดเพลินและสบายใจ อาจเรียกได้ว่า นี่คือวิถีแห่งความสุขของคนใต้ตามแบบฉบับท้องถิ่นที่อยู่คู่กันมาช้านาน
 

 

โคมปาเต๊ะ

ศิลปิน: ภิรดา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา และกลุ่มชุมชน ชัยบาติก ภูเก็ต (Pirada Senivongse Na Ayudhya and Chai Batik Community, Phuket)
ขนาด: กว้าง 80 x สูง 100 ซม. (20 โคม), กว้าง 110 x สูง 55 ซม. (30 โคม), กว้าง 160 x สูง 120 ซม. (30 โคม)         
วัสดุ:เหล็กและผ้า
เทคนิค: ดิจิตอลปริ้นท์ และกรรมวิธีทำโคมแบบดั้งเดิม
ภาคใต้ของไทยคือแหล่งรวมวัฒนธรรมอันหลากหลาย อันเนื่องมาจากภูมิประเทศที่ติดทะเลทั้งสองฝั่ง ในอดีตจึงเป็นดินแดนที่มีชาวต่างชาติจำนวนมากเข้ามาค้าขาย ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากหลายแหล่ง เช่น วัฒนธรรมชาวจีนฮกเกี๊ยน วัฒนธรรมสไตล์ชิโน-โปรตุกีส สำหรับการออกแบบโคมไฟนี้ ศิลปินได้หยิบยกโคมสไตล์จีนมาผสมผสานกับผ้าบาติกหรือปาเต๊ะ อันเป็นศิลปะหัตถกรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นของภาคใต้ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอินโดนีเซียและอินเดีย
 

 

ว่าวเบอร์อามัส

ชื่อผลงาน : ว่าวมลายู
ขนาด : 
วัสดุ : 
เทคนิค : 
อยากให้ท่านเล่าถึงแนวคิดของผลงานชิ้นนี้
แนวคิดของผลงานในครั้งนี้ : อยากให้ชาวสามจังหวัดภาคใต้มีความสุข มีรอยยิ้ม มีกิจกรรมที่ทำให้เกิดความบันเทิง ผ่อนคลายความเครียดจากเหตุการณ์ความไม่สงบ มาสร้างความสามัคคีในหมู่ผู้คนให้เกิดการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุข
ความหมายของส่วนต่างๆ ในผลงานของท่านโดยละเอียด :
แรงบันดาลใจและที่มาของแนวความคิด :
จุดเด่นของผลงานในครั้งนี้ : ความใหญ่และลวดลายของดอกไม้ที่มีอยู่ในสามจังหวัด ที่มีความหลายหลายและสวยงาม แต่ยังคงเป็นว่าวเบอร์อามัสที่สวยงามและโดดเด่น
อยากให้ท่านได้เล่าถึงวิธีการทำงานโดยละเอียด
ท่านใช้วัสดุและเทคนิคใดในการสร้างสรรค์ผลงาน : 
1.ลำตัว ประกอบด้วย หัวใจ คือดอกที่อยู่ตรงกลางต้องเป็นดอกที่ที่มีสีสดใสที่สุดเพราะนั้นคือหัวใจหลักของว่าวเบอร์มัส จะใช้ดอกลักษณะไหนก็ได้แต่ต้องเด่นที่สุด 
2.ลวดลาย ของว่าว เป็นลักษณ์ดั้งเดืมของชาวมลายู คนสมัยก่อนดัดแปลงลวดลายจากพืชผลท้องถิ่นมาเป็นลาย เช่น ใบพลู, ใบสาเก, ใบสาหร่าย, ใบผักบุ้ง, ส่วนลายดอกไม้จะเน้นดอกชบาที่มี 5 แฉก ที่สำคัญลายในใบไม้บนว่าวจะไม่ทิ่มแทงกัน แต่ละลายของใบจะหลบกัน เน้นการไม่เบียดเบียนกันและกัน แต่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน การทำลวดลายเน้นกระดาษเป็นชั้นๆทำให้ลายมีมิติเวลาเห็นจะดูมีชีวิต ซึ่งการซ้อนของลวดลายกระดาษต้องซ้อนมากกว่า 3 ชั้น 
3.ปีก ปีกทั้งสองข้างต้องซ้อนกระดาษในลวดลายเดียวกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลเพราะต้องซ้อนกระดาษให้เท่ากันเพราะอาจทำให้ตัวว่าวไม่สมดุลกัน 
4. หัว ไม่เน้นลวดลาย แต่เน้นการใสพูให้ดูแล้วสวยงาม พูก็จะมีสีสันต่างกันออกไป แต่จะเน้นสีตามตัวว่าวแต่ละตัว
5.หาง เป็นตัวเพิ่มเติมจากตัวว่าวเพื่อให้เกิดความสวยงานและอ่อนช้อยมายิ่งขึ้นและต้องใสลาดลายเช่นกันทั้งสองช้างลวดลายต้องให้เหมือนกับลำตัวของว่าว
6.อินทรธนู ในส่วนที่อยู่บนลำตัวว่าว เป็นส่วนประกอบที่สำคัญเช่นกัน เพราะสามารถบ่งบอกว่าว่าชนิดนี้เป็นขอกษัตรีหรือผูที่มีเกียรติสามารถใช้ว่าวชนิดนี้ได
7. แอก เป็นส่วนประกอบที่จะทำให้ว่าวมีเสียง สามารถรับรู้ไดเลยว่าวของเราอยู่ในส่วยใหนของท้องฟ้าและเป็นเสียงเอกลักษะ
ขั้นตอนการทำงาน : เริ่มประชุมสมาชิกในกลุ่ม ช่วยกันออกความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบลายว่าวทั้ง 10 ตัวให้มีความสวยงาม สะดุดตา แต่ยังคงความงดงาม และแบ่งเป็นกลุ่ม ดังนี้
1.ฝ่ายจัดหาไม้ไผ่ ให้ฝ่ายจัดหาไม้ไผ่เริ่มคัดเลือกไม้ไผ่ที่แก่พอประมาณห้ามแก่หรืออ่อนเกินไปเพราะจะทำให้หักโค้งลำบากเพราะอาจจะหักหรือแตกง่ายจึงต้องคัดเลือกไม้ไผ่เป็นอย่างดี
2.ฝ่ายเหลาไม้ไผ่ ให้ฝ่ายจัดเหลาไม้ไผ่วัดขนาดของว่าวและทำการเหลาตามขนาดของว่าวทั้ง 10 เหลากระดงหลัก ปีกว่าว กลางปีก ขา ให้มีขนาดความยาวให้เหมาะสม
3.ฝ่ายประกอบโครง ให้ฝ่ายจัดทำโครงนำไม้ไผ่ที่ได้เหลาเรียบร้อยแล้วมาประกอบให้เป็นโครงตามขนาดที่เหมาะสม นำเชือกมาผูกตามข้อต่อของว่าวที่สมบูรณ์
4.ฝ่ายจัดทำลวดลายบนว่าว ฝ่ายนี้เมื่อรู้ขนาดของว่าวแล้ว ก็นำกระดาษมันปูสีดำมาทำการแกะลายรอบที่ 1 เมื่อได้ลายเสร็จแล้วก็นำกระดาษสีทองทับลายที่ได้แกะตั้งไว้ แล้วนำมาติดกาวให้ได้ลายสีทองที่สวยงาม จากนั้นเมื่อกาวแห้งแล้วนำมาแกะลายอีกรอบแล้วนำกระดาษสีต่างๆมาแปะตามแบบที่ได้ออกแบบไว้ ก็จะได้ลวดลายและสีสันที่สวยงาม
5.ฝ่ายประกอบว่าวเข้าโครง นำโครงว่าวและตัวว่าวที่แกะเสร็จแล้ว นำมาประกอบให้เสร็จสมบูรณ์และติดพู่ตามจุดต่างๆให้ดูอ่อนช้อยและคงอนุรักษ์เอกลักษณ์ของว่าวที่สืบทอดกันมา
ระยะเวลา : ว่าว 1 ตัว ใช้เวลาประมาณ 3-4  วัน
ทีมงาน :  ทั้งหมดมี 5 คน ประกอบด้วย
1.นายมาหามะรอซี ตะลี
2.นายอาแล ตอแลมา
3.นายมูฮำหมัดยากี เจ๊ะแว
4.นายแวอารง แวโนะ
5.มะยูโซะ อาตะบู
ในมุมมองของท่านวัฒนธรรมและรากเหง้าความเป็นไทยส่งผลต่อแนวความคิดและผลงานท่านอย่างไร : คิดว่าวัฒนธรรมในสมัยก่อนจนถึงปัจจุบันจนถึงปัจจุบันเป็นการสื่อความหมายที่ดีมาก เพราะได้บ่งบอกถึงขนบธรรมเนียมประเพณีจากอดีตจนถึงปัจจุบันการสืบทอดวัฒนธรรมในสมัยก่อนในสมัยก่อนเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะคิดว่าวัฒนธรรมในอดีตจะมีเรื่องราวดีๆให้ได้เผยแพร่จนถึงปัจจุบัน เหมือนผลงานของกลุ่มคนรักว่าวยะลาได้เสนอ ความเป็นไทยในสมัยก่อนนั้นคือ ว่าว เพราะว่าวในยุคก่อนจะมีแต่กษัตริย์เท่านั้นที่สามารถครอบครองหรือเล่นว่าวได้ แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมเริ่มเปลี่ยนไปทุกคนสามารถเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เพื่อความบันเทิงและสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคน
ท่านเป็นคนจังหวัดใด เสน่ห์ของท้องถิ่นและชุมชนของท่านคืออะไร : เป็นคนจังหวัดนราธิวาส เสน่ห์ของท้องถิ่นมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว น้ำตก ทะเล ภูเขาที่อุดมสมบูรณ์มากๆ ธรรมชาติต้นไม้ อากาศบริสุทธิ์ที่สุด มีผลไม้ที่ขึ้นชื่อ คือ ลองกอง อาหารที่มีรสชาติบ้านๆ คือ บูดูและปลากุเลาที่หายากและมีเนื้อปลาที่อร่อยมาก ด้านวัฒนธรรมคือการละเล่นปังจักสีละ หมากเก็บ ลูกแก้ว และการละเล่นว่าวในช่วงฤดูร้อนและมีมัสยิดและวัดที่เก่าแก่มากมาย เสน่ห์ที่ผมชอบของคนที่นี่คือ รอยยิ้มและการมีน้ำใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นเสน่ห์ที่หายากในสังคมเมืองสมัยนี้ครับ
ความสุขแบบไทยๆ ในมุมมองของท่านคืออะไร : สุขจากภายใน จากความคิดจิตใจของตัวเอง ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ตื่นเช้า เข้าสวนยาง ทำงาน หาเงินเลี้ยงชีพแบบบ้านๆ ปลูกผัก ทำสวน เลี้ยงปลา และพบปะหารือพูดคุยกันหลังเลิกงาน รวมกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามพอมีพอเพียง สามัคคีกันในหมู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องมีบ้านโตๆ รถหรูๆ แค่มีเวลาให้ครอบครัว ให้ลูก ให้พ่อแม่ ญาติพี่น้องและทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกคน และที่สำคัญเป็นตัวแทนของการสืบทอดการทำว่าว และขั้นตอนวิธีการทำทุกขั้นตอน เป็นความสุขที่แท้จริงของผมเพราะอยากให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้สืบทอดต่อไป
อยากให้ท่านเล่าถึงความรู้สีกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ICONSIAM : รู้สึกภูมิใจมากๆ ในฐานะตัวแทนของคนสามจังหวัด คงอธิบายได้ง่ายๆว่า ดีใจและภูมิใจมากๆ ที่สามารถเป็น 1 ใน iconsiam ที่เป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวใหม่ของไทย ได้นำเสนอความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก
 

 

สุขก๋าย สุขใจ๋

ศิลปิน : กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ และสวัสดิ์ แสนบุ่งค้อ
ขนาด : 3.7 x 4.0 เมตร
วัสดุ : -
เทคนิค : สีอะคริลิก
แนวคิดของงาน “สุขก๋าย สุขใจ๋” มาจากสาวเหนือล้านนาแต่งชุดพื้นเมือง เชิญชวนทุกคนมาลิ้มรสอาหารเหนือ ไม่ว่าจะเป็นไส้อั่ว แคปหมู อาหารขึ้นชื่อประจำภาค โดยนำเรื่องราวจากจิตรกรรมล้านนาในอดีตมาผสมผสานกับป็อปอาร์ต งานศิลปะสมัยใหม่
 

 

เครือล้านนา (อุโมงค์สืบสานล้านนา)

ศิลปิน : สันติ ธรรมรัตน์, สมบูรณ์ สูงขาว และสุวรรณ ละม่อม (ทีมงาน พงษ์พรรณ เรือนนันชัย)
ขนาด :  2.4 x 5.0 x 2.4 เมตร (กว้าง / ยาว / สูง)
วัสดุ : แคนวาส
เทคนิค : สีน้ำมันและสีอะคริลิก
แรงบันดาลใจของทีมวาดภาพประดับอุโมงค์ “เครือล้านนา” ในสุขสยามนี้มาจากภาพประดับวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมล้านนายุคทองที่เก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ แม้จะลบเลือนไปมากตามกาลเวลาแล้วก็ตาม 
ทีมวาดภาพยังคงความนุ่มนวลและอ่อนหวานของลายเครือล้านนาไว้ ทั้งดอกไม้ หมู่นกที่โบยบินอย่างอิสระบนท้องฟ้า ล้วนสะท้อนภาพความสุขใจออกมา นอกจากนี้นี่ยังเป็นการเปิดประตูให้ทุกคนตามไปดูศิลปะล้านนาอันทรงคุณค่า ณ สถานที่จริงต่อไปด้วย
 

 

กาดสุขใจ

ศิลปิน : พงษ์พรรณ เรือนนันชัย
ขนาด : 9.8 x 3 เมตร
วัสดุ : -
เทคนิค : สีอะคริลิก
ล้านนาดินแดนที่มีนานับล้าน มีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ผู้คนอยู่ดีกินดี เมื่อท้องอิ่มประกอบกับบรรยากาศธรรมชาติแวดล้อมที่งดงามและเอื้อต่อการรังสรรค์ผลงาน จึงก่อเกิดศิลปวัฒนธรรมต่างๆ อันเป็นความสุขใจในล้านนา 
งาน “กาดสุขใจ” นี้จึงสื่อถึงความสุขสมบูรณ์ การค้าขายที่มีเอกลักษณ์ของล้านนา ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ อาทิไทยวน ไทลื้อ ไทใหญ่ อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน นอกจากนี้ศิลปินยังสอดแทรกองค์ความรู้ไว้ในภาพด้วย เช่นการแต่งกาย ลายผ้าซิ่น รอยสัก อักขระล้านนา ตลอดจนภูมิปัญญาด้านหัตกรรม เช่น น้ำต้น ตุง โคม ร่ม นอกจานี้ศิลปินยังตั้งใจวาดรูปเด็กน้อยกับกิจกรรมต่างๆ ด้วย เพราะเด็กคือผู้ที่จะสืบสานต่อลมหายใจศิลปวัฒนธรรมของไทยในอนาคต
 

 

ตัวเต้นโต

ชื่อผลงาน ตัวเต้นโต  
ขนาด :  สูง 1.7-2 ม.
วัสดุ/เทคนิค :   เชือกฟาง,หน้ากากไม้กลึง,เสริมโครงเหล็ก /ตัดเย็บ และกลึงไม้
อยากให้ท่านเล่าถึงแนวคิดของผลงานชิ้นนี้
แนวคิดของผลงานในครั้งนี้ : “ตัวโต” เป็นสัตว์ป่าหิมพานต์ มีสัตว์สี่เท้า บางตัวมีขนยาวปุกปุย บางตัวไม่มีขน ส่วนหัวบางแห่งมีลักษณะคล้ายเลียงผา บางตัวมีหัวคล้ายมังกร เฉพาะที่ปากมีการออกแบบให้ขยับและคาบสิ่งของได้ โดยมีเรื่องราวในสมัยพุทธกาล หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรม โปรดพุทธมารดา และทรงจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธองค์เสด็จลงสู่โลกมนุษย์ในวันเทโวโรหนะ ครั้งนั้นบรรดาสัตว์ทั้งหลายในป่าหิมพานต์ได้พากันไปเฝ้ารับเสด็จ และแต่ละตัวต่างก็แสดงความลิงโลดดีใจ ในการเสด็จกลับของพระพุทธ เมื่อมนุษย์ไปเห็นเข้าก็จดจำมาจำลองเป็นการแสดงเต้นโต ซึ่งเป็นการแสดงของชาวไทใหญ่
ความหมายของส่วนต่างๆ ในผลงานของท่านโดยละเอียด : ส่วนหัวของโตจะประดับประดาด้วยลวดลายและแสดงถึงใบหน้าของตัวโตที่แกะสลักจากไม้สื่อถึงใบหน้าที่อิ่มเอิบใจ เขาสีทองแสดงและสื่อให้เห็นถึงความสูงส่ง เจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง  ขนสีขาวบริสุทธิ์แสดงถึงความบริสุทธิ์และสบายใจแก่ผู้ได้พบเห็น 
แรงบันดาลใจและที่มาของแนวความคิด : แรงบัลดาลใจจากการที่ได้รับฟังเรื่องเล่าทางพระพุทธศาสนาตามนิยามความเชื่อของชนชาติไต หรือคนภาคเหนือของประเทศไทย เกี่ยวกับสัตว์ป่าหิมพานต์ในตำนาน ที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จนก่อเกิดให้เป็นผลงานทางศิลปวัฒนธรรมด้านการแสดงเลียบแบบลีลาท่าทางของตัวโต ที่มีลีลาท่าทาง และการเคลื่อนไหวที่งดงาม คล่องแคล่ว ว่องไว ภายใต้ขนฟางสีขาวสะอาดตาแก่ผู้พบเห็น 
จุดเด่นของผลงานในครั้งนี้ : ตัวโตขนาดใหญ่ สีขาวบริสุทธิ์สร้างจากภูมิปัญญาของช่างชาวไตใหญ่ ด้วยฝีมือการประดิษฐ์ด้วยมือ ประดับประดาลวดลายของผ้าและแต่งแต้มสีหน้าของตัวโต ด้วยลวดลายแบบดั้งเดิมโบราณตามประเพณีของไตใหญ่ เพื่อสื่อให้เห็นถึงศิลปะลวดลายแบบไทยใหญ่
อยากให้ท่านได้เล่าถึงวิธีการทำงานโดยละเอียด
 

 

ประทีปต้นผึ้ง

ศิลปิน : กฤตพงศ์ แจ่มจันทร์
ขนาด : 1.2 x 2.3 เมตร
วัสดุ : ขี้ผึ้ง ผ้า กระดาษ และโครงเหล็ก
เทคนิค : ปั้น ชุบ
ต้นผึ้งคือหนึ่งในห้าเครื่องสักการะล้านนาที่มีมาแต่โบราณ ในอดีต เครื่องสักการะเหล่านี้จะทำขึ้นจากวัสดุที่ใช้ในวิถีชีวิต แล้วนำมาประดิษฐ์ให้วิจิตรกว่าเดิม ซึ่งต้นผึ้งก็คือการนำไขผึ้งป่ามาปั้น ชุบ (ใช้แม่พิมพ์มะละกอดิบ) แกะสลัก แล้วนำมาจัดใส่ภาชนะให้เป็นทรงพุ่มยอดแหลม สมัยก่อนนั้น เครื่องสักการะทั้ง 5 อย่าง (หมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นดอก ต้นผึ้ง และต้นเทียน) ใช้ถวายบรรพกษัตริย์ล้านนา พระพุทธเจ้า และพระเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น 
การสร้างสรรค์ผลงานต้นผึ้งครั้งนี้ ศิลปินปรับทอนรูปแบบให้มีความร่วมสมัย และโปร่งสบายตากว่ารูปแบบโบราณ โดยใช้ซี่เหล็กเป็นโครงสร้างหลัก ใช้ดอกขี้ผึ้งที่ชุบแม่พิมพ์มะละกอดิบ และดอกขี้ผึ้งที่ใช้เทคนิคการปั้น จัดเรียงบนโครงสีแดงเหลืองตามแบบจารีตโบราณ 
 

 

บ่อสร้างโมบายล์

ศิลปิน : ภิรดา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา และกลุ่มหัตถกรรมร่มบ่อสร้าง เชียงใหม่
ขนาด : 1.5 x 1.6 เมตร และ 80 x 100 ซม.
วัสดุ : ไม้และผ้า
เทคนิค : เย็บ ปัก และกรรมวิธีทำร่มบ่อสร้างแบบดั้งเดิม 
“ร่มบ่อสร้าง” คือศิลปหัตถกรรมที่โดดเด่นของภาคเหนือ เหมือนที่มีคำกล่าวว่า “แม่หญิงขี่รถถีบ ก๋างจ้อง” หมายถึง ผู้หญิงล้านนาในอดีตมักขี่รถจักรยานพร้อมกางร่มกระดาษไปวัด หากพูดถึงร่มบ่อสร้าง ผู้คนมักนึกถึงสีสันสดใสสวยงาม และงานฝีมือ ซึ่งร่มบ่อสร้างที่อยู่ในงาน “บ่อสร้างโมบายล์” นี้ก็ยังคงกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม แต่มีการประยุกต์รูปฟอร์มขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดมิติที่แตกต่าง ปัจจุบัน ร่มบ่อสร้างไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ หรือเอกลักษณ์ของภาคเหนือเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้ด้วย  
 

 

ผีตาโขน

ศิลปิน : จิระ จิระประวัติ ณ อยุธยา
ขนาด : สูง 3 เมตร (1 ตัว) สูง 4 เมตร (1 ตัว) สูง 5 เมตร (1 ตัว)
วัสดุ : ไฟเบอร์กราสและผ้า
เทคนิค : ปั้นหล่อและประดับผ้า
“ผีตาโขน” คือศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีอีสานอย่างแท้จริง ศิลปินศึกษาข้อมูลและออกแบบโดยผสมผสานความสนุกนาน ความทะเล้น และความประณีตอ่อนช้อนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว รวมถึงการเลือกใช้ชุดสีของศิลปินแล้วเติมมนตร์เสน่ห์ของอีสานลงไปในงาน จึงได้ออกมาเป็นผีตาโขนสามตัวที่สะท้อนกลิ่นอายของอีสานเป็นอย่างดี
 

 

วิถีไทยในอดีตสองฝั่งคลอง (เสาตลาดน้ำ)

ศิลปิน : มีชัย สุวรรณสาร
ขนาด : 4.8 x 7 เมตร
วัสดุ : ผ้าแคนวาส
เทคนิค : สีอะคริลิก
สายน้ำมีความสำคัญต่อรูปแบบความเป็นอยู่ วัฒนธรรม บ้านเรือน และสถาปัตยกรรมอันเป็นรูปแบบเฉพาะถิ่นของภาคกลางในอดีต เสาต้นนี้จึงทำหน้าที่ถ่ายทอดภาพความสุข ความงาม ความกลมกลืน และการดำรงชีวิตของผู้คนสองฝั่งน้ำ
 

 

วิถีไทยในอดีตสองฝั่งคลอง (เสาตลาดน้ำ)

ศิลปิน : มีชัย สุวรรณสาร (Miichay Suwrrnsaar)
ขนาด : สูง 7 เมตร
วัสดุ : ผ้าแคนวาส
เทคนิค : สีอะคริลิก
ภาคกลางของไทยอันเป็นที่ราบลุ่มมีแน่น้ำน้อยใหญ่มากมาย ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของผู้คน ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมต่างๆ สร้างเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่แตกต่างในอดีตกาล ศิลปินได้ถ่ายทอดผลงานผ่านการออกแบบเสาผ้าขนาดใหญ่ สร้างสรรค์ลวดลายที่ถ่ายทอดความสุข ความงาม ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว และการดำเนินชีวิตของผู้ในชุมชนริมน้ำ